ลุ่มแม่น้ำสามประสบ

จุดบรรจบของสายน้ำและมิติพหุวัฒนธรรมชายแดน


สังขละบุรี เป็นหนึ่งอำเภอในจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชันและผืนป่าดิบทึบคิดเป็นร้อยละ 75 ของพื้นที่ทั้งหมด ดินแดนแห่งนี้ได้รับสมญานามเชิงวัฒนธรรมว่าเป็น "เมืองในสายหมอก" โดยมีอัตลักษณ์ทางภูมิศาสตร์
ที่สำคัญคือเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่เกิดจากการบรรจบกันของแม่น้ำสายหลัก 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำซองกาเลีย ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากผืนป่าตำบลไล่โว่ แม่น้ำรันตีที่ไหลผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและ แม่น้ำบีคลี่ ที่มีต้นกำเนิดจากลำห้วยสองพี่น้องในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สายน้ำทั้งสามสายนี้ได้ไหลมารวมกันบริเวณที่เรียกว่า "สามประสบ" ก่อนจะไหลลงสู่ลำน้ำแควน้อยอันเป็นเส้นเลือดใหญ่หลัก

ในมิติทางประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ สังขละบุรีทำหน้าที่เป็น "เมืองหน้าด่าน" และแนวกันชนตามช่องเขาของเทือกเขาตะนาวศรีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายและตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะชาวมอญและชาวกะเหรี่ยง  แม้ว่าชุมชนจะเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในปี พ.ศ. 2527 จากการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนเขาแหลม) ที่ทำให้พื้นที่เมืองเดิมต้องจมอยู่ใต้น้ำและต้องอพยพประชากรขึ้นสู่พื้นที่จัดสรรแห่งใหม่ แต่พลวัตและการปรับตัวของชุมชนกลับหล่อหลอมให้เกิดลักษณะสังคมพหุวัฒนธรรม (Multicultural Society) ที่เข้มแข็ง ความหลากหลายทางชาติพันธุ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาษาและความเชื่อ แต่ยังสะท้อนออกมาอย่างเด่นชัดผ่านวิถีชีวิตและ "วัฒนธรรมดนตรีชาติพันธุ์" ที่กลายเป็นทุนทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าในปัจจุบัน

ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม
และแหล่งมรดกทางประวัติศาสตร์


(Cultural Landscape and Historical Heritage)

ภูมิทัศน์วัฒนธรรมของอำเภอสังขละบุรี ถือเป็น 'ระเบียงประวัติศาสตร์' ที่สะท้อนถึงพัฒนาการทางสังคมและกระบวนการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนตะวันตก สถานที่สำคัญและโบราณสถานต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ มิได้ดำรงสถานะเพียงแหล่งท่องเที่ยวเชิงทัศนียภาพ หากแต่เป็น 'หลักฐานเชิงประจักษ์' ที่บันทึกเรื่องราวการเคลื่อนย้ายทางชาติพันธุ์ การปรับตัวต่อสภาพแวดล้อม และการธำรงไว้ซึ่งศรัทธาของชุมชนมอญและกะเหรี่ยงตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

โบราณสถาน ปูชนียวัตถุ และหมุดหมายทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านการตีความเชิงสถาปัตยกรรมและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม การศึกษาและเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้ จึงเป็นกระบวนการถอดรหัสความหมายทางมานุษยวิทยา เพื่อทำความเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ของชุมชนผ่านวัตถุทางวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการอธิบายสถานะของสังขละบุรีในฐานะพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีพลวัตและการสืบเนื่องทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญ"

น้ำตกเกริงกระเวีย

น้ำตกเกริงกระเวีย ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม บริเวณใกล้กับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 323 ในพื้นที่ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวกะเหรี่ยง ลักษณะทางกายภาพของน้ำตกเกริงกระเวียเป็นน้ำตกขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร โดยมีสายน้ำจำนวนมากไหลลดหลั่นผ่านชั้นหินปูนลงสู่แอ่งน้ำธรรมชาติต่าง ๆ สภาพแวดล้อมโดยรอบมีบรรยากาศที่เงียบสงบ สามารถลงเล่นน้ำได้ จึงมีความเหมาะสมสำหรับการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ในมิติของบริบทพื้นที่ น้ำตกแห่งนี้ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงที่ผูกพันกับธรรมชาติอย่างแนบแน่น

📌 https://maps.app.goo.gl/fFn7yNi8dfmgetv58



เจดีย์วัดยางขาว

เจดีย์ภายในวัดยางขาว เป็นปูชนียสถานสำคัญและศูนย์รวมจิตใจของชุมชนชาวกะเหรี่ยงตำบลปรังเผล การก่อสร้างเจดีย์แห่งนี้มีที่มาจากคติความเชื่อดั้งเดิมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาว่า วัดที่สมบูรณ์จะต้องมีเจดีย์เป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธศาสนาและเป็นสถานที่บรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้านรูปแบบสถาปัตยกรรมขององค์เจดีย์ได้รับอิทธิพลจากศิลปกรรมในพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมา ซึ่งมีลักษณะผสมผสานระหว่างศิลปะพม่าและศิลปะมอญ สะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและมอญที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ปัจจุบันเจดีย์แห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม งานบุญ ประเพณี และการธำรงอัตลักษณ์ของชุมชน

📌 https://maps.app.goo.gl/USR4pbEDRp35adkT6



ถ้ำช้างกิน (ถ้ำแอร์)

ถ้ำช้างกิน หรือที่ชาวบ้านในพื้นที่เรียกว่า "ถ้ำแอร์" ตั้งอยู่ภายในชุมชนบ้านจงอั่ว ตำบลปรังเผล เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ ภายในถ้ำปรากฏหินงอกหินย้อยงดงามและมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปีอันเป็นที่มาของชื่อถ้ำแอร์ ตามประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าของครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ในอดีตก่อนการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ พื้นที่บริเวณนี้เป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และเป็นเส้นทางสัญจรที่ช้างป่าใช้หยุดพัก กินพืชอาหาร และดื่มน้ำ นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบโบราณวัตถุประเภทเศษภาชนะดินเผาและหม้อดินภายในถ้ำ ซึ่งแม้จะยังไม่มีการยืนยันอายุทางโบราณคดีอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่าพื้นที่แห่งนี้มีการใช้ประโยชน์โดยมนุษย์มาอย่างยาวนาน ถ้ำช้างกินจึงมีคุณค่าทั้งในมิติประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม

📌 https://maps.app.goo.gl/NK6JzNduJNHpy89f9

ที่พักสงฆ์รัตนสิริธรรมปัญโญ
(ไล่เก้อไถ้)

ที่พักสงฆ์รัตนสิริธรรมปัญโญ (ไล่เก้อไถ้) ตั้งอยู่ในพื้นที่เขาไม้แดง ตำบลไล่โว่ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่ชาวกะเหรี่ยงยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างเข้มแข็งท่ามกลางป่าตะวันตก สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนที่รายล้อมด้วยธรรมชาติอันเงียบสงบ ความสำคัญสูงสุดคือเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาของพระราชอุดมมงคล (หลวงพ่ออุตตมะ) และอัฐิของหลวงพ่อโจละ พระเถระผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวกะเหรี่ยง มอญ และประชาชนในอำเภอสังขละบุรี อัฐิของพระเถระทั้งสองรูปนี้ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความศรัทธา แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การพัฒนาชุมชน และการสร้างความสามัคคีให้เกิดแก่ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดน

📌 https://maps.app.goo.gl/fFn7yNi8dfmgetv58



พระพุทธประชาพนารักษ์

พระพุทธประชาพนารักษ์ หรือที่ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกว่า "พระพุทธรูปหยกขาว" เป็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ภายในที่พักสงฆ์รัตนสิริธรรมปัญโญ ตำบลไล่โว่ มีความโดดเด่นทางพุทธศิลป์ด้วยการแกะสลักจากหินหยกสีขาวบริสุทธิ์ทั้งองค์ อันสื่อถึงความสงบและความเมตตาตามหลักพุทธศาสนา พระพุทธรูปองค์นี้จำลองแบบมาจากเมืองมัณฑะเลย์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และได้รับการเบิกพระเนตรเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 โดยพระเทพปริยัติโสภณ เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี นาม "พระพุทธประชาพนารักษ์" มีความหมายอันลึกซึ้งว่า พระพุทธเจ้าผู้ทรงคุ้มครองประชาชนและผืนป่า ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดและวิถีชีวิตของชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่เน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

📌 https://maps.app.goo.gl/fFn7yNi8dfmgetv58


เจดีย์รัตนสิริธรรมปัญโญ

เจดีย์รัตนสิริธรรมปัญโญ เป็นปูชนียสถานสำคัญที่ตั้งอยู่ภายในที่พักสงฆ์รัตนสิริธรรมปัญโญ (ไล่เก้อไถ้) ตำบลไล่โว่ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมมีความโดดเด่นด้วยองค์เจดีย์สีขาวประดับยอดสีทอง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปกรรมแบบมอญ–พม่า สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของชุมชนบริเวณชายแดนไทย–เมียนมาอย่างเด่นชัด เจดีย์แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ การทำบุญ การปฏิบัติธรรม และพิธีกรรมสำคัญของชุมชน อันเป็นพื้นที่สำหรับการสืบทอดประเพณีที่ดำรงอยู่ควบคู่กับวิถีชีวิตท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง

📌📌 https://maps.app.goo.gl/fFn7yNi8dfmgetv58



ประตูหิน

บริเวณเขาไม้แดงอันเป็นที่ตั้งของที่พักสงฆ์รัตนสิริธรรมปัญโญ ยังปรากฏแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญคือ "ประตูหิน" ซึ่งเกิดจากการก่อตัวของหินตามธรรมชาติบริเวณช่องเขาแคบจนมีลักษณะคล้ายซุ้มประตู พื้นที่โดยรอบมีความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศ โดยพบตาน้ำธรรมชาติที่ผุดขึ้นจากชั้นหินบนภูเขาและก่อตัวเป็นลำธารและน้ำตกขนาดเล็กบริเวณเชิงเขาในช่วงฤดูฝน นอกเหนือจากความงดงามทางธรรมชาติ ประตูหินแห่งนี้ยังผูกโยงกับความเชื่อและมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวกะเหรี่ยง โดยเชื่อกันว่าบริเวณนี้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็น "ประตูสู่เมืองลับแล" หรือเมืองบังบด ทั้งยังมีเรื่องเล่าขานถึงการเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณ ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงลึกให้กับตำบลไล่โว่

📌 https://maps.app.goo.gl/fFn7yNi8dfmgetv58

วัดวังก์วิเวการาม
(วัดหลวงพ่ออุตตมะ)

วัดวังก์วิเวการาม หรือที่มักเรียกกันว่า วัดหลวงพ่ออุตตมะ ตั้งอยู่ทางฝั่งชุมชนมอญบ้านวังกะ ตำบลหนองลู เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นจากดำริของพระราชอุดมมงคล (หลวงพ่ออุตตมะ) โดยการรวบรวมพลังศรัทธาและความร่วมแรงร่วมใจของชาวกะเหรี่ยง ชาวมอญ และชาวไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอสังขละบุรีเข้าด้วยกัน วัดแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตใจของชาวสังขละบุรีและเป็นพื้นที่หลักในการประกอบกิจกรรมทางศาสนา งานบุญตามปฏิทินจันทรคติ และพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมมอญ พื้นที่ของวัดแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก โดยฝั่งตะวันตกเป็นที่ตั้งของอุโบสถ วิหารหลวงพ่อขาว ศาลาการเปรียญ และศาลาเก้ายอดซึ่งประดิษฐานสังขารของหลวงพ่ออุตตมะ ในขณะที่ฝั่งตะวันออกเป็นที่ตั้งของหอระฆังและเจดีย์พุทธคยา

📌 https://maps.app.goo.gl/RcsHA6BfqAmcXbqS9


เจดีย์พุทธคยา

เจดีย์พุทธคยา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2521 โดยดำริของหลวงพ่ออุตตมะ ภายใต้แนวคิดการสร้างศูนย์รวมจิตใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและสมานฉันท์ของพุทธศาสนิกชนทุกชาติพันธุ์ในอำเภอสังขละบุรี เจดีย์มีรูปทรงสี่เหลี่ยมความสูงประมาณ 59 เมตร โดดเด่นด้วยสีทองอร่าม ส่วนยอดประดับฉัตรและทองคำหนักประมาณ 400 บาท ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา รูปแบบสถาปัตยกรรมจำลองมาจากมหาเจดีย์พุทธคยา ณ ประเทศอินเดีย อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เจดีย์พุทธคยายังเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมสำคัญของชุมชน เช่น พิธีสรงน้ำพระในเทศกาลสงกรานต์ และประเพณีบูชาเรือสะเดาะเคราะห์ในช่วงก่อนออกพรรษา ซึ่งสะท้อนการผสมผสานระหว่างพุทธศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่น

📌 https://maps.app.goo.gl/EoGR1eDRmYVY23JU6


สะพานไม้อุตตมานุสรณ์
(สะพานมอญ)

สะพานไม้อุตตมานุสรณ์ หรือ สะพานมอญ เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญสูงสุดต่อการดำรงชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำสามประสบ สร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2529–2530 จากดำริของหลวงพ่ออุตตมะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวมอญบ้านวังกะและชุมชนชาวไทยในตัวอำเภอ ภายหลังการอพยพชุมชนจากการก่อสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ ในอดีตสะพานมีลักษณะโค้งไปตามแนวแม่น้ำ มีความยาวถึง 845 เมตร ซึ่งนับเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และยาวเป็นอันดับสองของโลก รองจากสะพานไม้อูเบ็งในเมียนมา ปัจจุบันสะพานได้รับการบูรณะจนเป็นแนวตรง และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงสำหรับการทำบุญตักบาตรและการแสดงศิลปวัฒนธรรม

📌 https://maps.app.goo.gl/BHJxaxUQHFn97VMD8


วัดวังก์วิเวการาม (เก่า)

วัดวังก์วิเวการาม (วัดใต้น้ำ) เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชื่อดังของอำเภอสังขละบุรีที่จมอยู่ใต้น้ำจากการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนเขาแหลม) ในปี พ.ศ. 2527 เดิมวัดแห่งนี้ริเริ่มสร้างโดยหลวงพ่ออุตตมะเมื่อปี พ.ศ. 2499 โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอุโบสถที่สะท้อนภูมิปัญญาของชาวมอญดั้งเดิม ทั้งการใช้เสาไม้แดงขนาดใหญ่ หลังคามุงกระเบื้อง การเผาอิฐ และผนังด้านบนที่ประดับซุ้มพระพุทธรูปกว่า 2,500 องค์ รวมถึงซุ้มประตูทางเข้าที่ประดับด้วยยอดเจดีย์อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง ปัจจุบันที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับ Unseen ซึ่งในช่วงฤดูแล้ง (เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม) ระดับน้ำจะลดลงจนนักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปสัมผัสซากอุโบสถเก่าและร่องรอยความวิจิตรทางศิลปกรรมในอดีตได้อย่างใกล้ชิด

📌 https://maps.app.goo.gl/o1vghAWfUkJ8RzMNA


วัดสมเด็จ (เก่า)

วัดสมเด็จ (วัดเก่า) ตั้งอยู่บนเนินเขาขนาดไม่สูงนัก ฝั่งตรงข้ามชุมชนเดิมของอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เดิมเป็นวัดสำคัญของชุมชนก่อนการก่อสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนเขาแหลม) เมื่อมีการกักเก็บน้ำและย้ายชุมชน วัดจึงได้รับการย้ายไปยังพื้นที่แห่งใหม่ คงเหลือเพียงวิหารเก่าซึ่งยังคงตั้งอยู่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภายในวิหารประดิษฐานพระประธานที่มีพุทธลักษณะงดงาม เป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล วัดสมเด็จ (วัดเก่า) จึงนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และศาสนาที่สะท้อนเรื่องราวของชุมชนดั้งเดิมก่อนการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์จากการสร้างเขื่อน อีกทั้งยังเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำที่เชื่อมโยงวิถีชีวิต ความศรัทธา และประวัติศาสตร์ของผู้คนในอำเภอสังขละบุรี

📌 https://maps.app.goo.gl/o1vghAWfUkJ8RzMNA




วัดศรีสุวรรณ (วัดเก่าจมน้ำ)

วัดศรีสุวรรณ (วัดเก่าจมน้ำ) เป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดิมของชุมชนก่อนการก่อสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนเขาแหลม) ภายหลังการกักเก็บน้ำ พื้นที่ของวัดเดิมจึงจมอยู่ใต้ผืนน้ำ เหลือเพียงซากอาคารและโครงสร้างบางส่วนที่สามารถมองเห็นได้ในช่วงฤดูแล้งเมื่อระดับน้ำลดลง วัดแห่งนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจำและประวัติศาสตร์ของชุมชนที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่จากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ปัจจุบัน วัดศรีสุวรรณ (วัดเก่าจมน้ำ) เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญของอำเภอสังขละบุรี นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าชมได้ในช่วงที่ระดับน้ำลด และเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนดั้งเดิม วิถีชีวิตของผู้คน และผลกระทบจากการสร้างเขื่อนที่มีต่อการย้ายถิ่นฐานและการปรับตัวของประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ วัดแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำที่เชื่อมโยงผู้คนกับรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชุมชนสังขละบุรีได้อย่างลึกซึ้ง

📌 https://maps.app.goo.gl/o1vghAWfUkJ8RzMNA

เจดีย์วัดบ้านใหม่พัฒนา
(พระธาตุประดิษฐ์จิตมั่นคง)

ชุมชนบ้านใหม่พัฒนา ตำบลหนองลู เป็นชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่ก่อตั้งขึ้นหลังการอพยพจากผลกระทบของการสร้างเขื่อน ภายในวัดบ้านใหม่พัฒนาเป็นที่ตั้งของ "พระธาตุประดิษฐ์จิตมั่นคง" ซึ่งมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบเจดีย์สีขาวฐานสี่เหลี่ยมลดหลั่น ประดับยอดฉัตรสีทองอันได้รับอิทธิพลจากศิลปกรรมมอญ–พม่า เจดีย์องค์นี้มีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากในปี พ.ศ. 2519 เมื่อชาวบ้านต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน ชุมชนได้ร่วมกันอัญเชิญ "พระธาตุหรือหัวใจของเจดีย์" จากองค์เดิมที่ตั้งอยู่บริเวณตะล่องเดิ่ง (ประตูเมืองเก่า) มาประดิษฐานเพื่อก่อสร้างเจดีย์องค์ใหม่นี้ พระธาตุประดิษฐ์จิตมั่นคงจึงไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความมั่นคงทางจิตใจ ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา และความเข้มแข็งของชุมชนชาวกะเหรี่ยงในการธำรงรักษามรดกทางจิตวิญญาณจากถิ่นฐานเดิมสืบมา

📌 https://maps.app.goo.gl/fFn7yNi8dfmgetv58