ดนตรีมอญบ้านวังกะ
มรดกเสียงแห่งปี่พาทย์มอญหงสาวดี
ชุมชนมอญบ้านวังกะเป็นพื้นที่ที่วิถีชีวิตมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสายน้ำ พระพุทธศาสนา และความเชื่อที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยมีหลวงพ่ออุตตมะและวัดวังก์วิเวการามเป็นศูนย์รวมศรัทธา และมีบทบาทสำคัญต่อการธำรงวัฒนธรรมของชุมชน ความศรัทธาดังกล่าวปรากฏผ่านประเพณี พิธีกรรม และงานบุญที่ชาวมอญร่วมกันปฏิบัติและสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
ภายใต้วิถีแห่งศรัทธานี้ ดนตรีเป็นองค์ประกอบสำคัญที่อยู่คู่กับชุมชน โดยเฉพาะ ปี่พาทย์มอญหงสาวดี ซึ่งมีบทบาทในงานประเพณี พิธีกรรม และกิจกรรมทางวัฒนธรรม ดนตรีจึงมิได้มีหน้าที่เพียงสร้างความบันเทิง หากยังเป็นสื่อที่สะท้อนความเชื่อ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ของชาวมอญบ้านวังกะ ตลอดจนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการสืบทอดและดำรงอยู่ในวิถีชีวิตของชุมชนจนถึงปัจจุบัน
อัตลักษณ์ของชาวมอญบ้านวังกะปรากฏอย่างชัดเจนในวิถีชีวิตประจำวัน ทั้งการใช้ภาษามอญในการสื่อสาร การแต่งกาย และการปฏิบัติตามขนบประเพณี โดยผู้ชายนิยมนุ่งโสร่งสีแดงลายตาราง ขณะที่ผู้หญิงนุ่งผ้าถุงสีแดงลายดอก ลักษณะทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสืบทอดควบคู่กับศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมดนตรี โดยเฉพาะ “วงปี่พาทย์มอญหงสาวดี” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสะท้อนอัตลักษณ์ทางดนตรีของชุมชน
ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์วัฒนธรรมมอญ วงปี่พาทย์มอญหงสาวดียังคงมีบทบาทในการบรรเลงประกอบงานบุญ ประเพณี และพิธีกรรมสำคัญของชุมชน เช่น ประเพณีมหาสงกรานต์มอญ ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง พิธีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ และงานทอดกฐิน ทั้งรูปแบบการบรรเลง เครื่องดนตรี และบทเพลงที่ใช้ในโอกาสต่าง ๆ ล้วนสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับพระพุทธศาสนา ความเชื่อ และวิถีชีวิต ตลอดจนการสืบทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวมอญบ้านวังกะจากรุ่นสู่รุ่น
จยาม (จะเข้มอญ)
เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย ตัวเครื่องทำจากไม้เนื้ออ่อน เช่น ไม้ขนุน ขุดภายในให้กลวงเพื่อทำหน้าที่เป็นกล่องเสียง และแกะสลักเป็นรูปทรงคล้ายจระเข้ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเครื่องดนตรีชนิดนี้ ขึงด้วยสายโลหะจำนวน 3 สาย และมีนม 12 ชิ้นสำหรับกำหนดระดับเสียง จยามบรรเลงโดยการดีด เสียงนุ่มนวลและกังวาน เป็นเครื่องดำเนินทำนองในวงดนตรีมอญ
ปั๊ดตาหล่าตุน (ระนาดไม้)
เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี ประกอบด้วยผืนระนาดไม้ไผ่จำนวน 24 ลูกเสียง ซึ่งมีขนาดไล่เรียงกันจากซ้ายไปขวา โดยระดับเสียงเรียงจากเสียงต่ำไปสู่เสียงสูง วางอยู่บนรางไม้เนื้อแข็งที่แกะสลักลวดลายและตกแต่งด้วยการปิดทองประดับกระจกสีตามรูปแบบศิลปกรรมมอญ ผู้บรรเลงใช้ไม้ตีที่ถ่วงตะกั่วและหุ้มผ้าเพื่อให้เกิดเสียงที่นุ่มนวล เครื่องดนตรีชิ้นนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องดำเนินทำนองหลักของวง
ปั๊ดเกีย (ระนาดเหล็ก)
เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี ประกอบด้วยลูกระนาดแผ่นโลหะจำนวน 24 ลูกเสียง มีขนาดลดหลั่นกันและจัดเรียงจากซ้ายไปขวาตามลำดับระดับเสียงจากต่ำไปสูง วางบนรางไม้ที่แกะสลักและปิดทอง ผู้บรรเลงใช้ไม้ตีที่หุ้มด้วยหนังวัวพันซ้อนกันเพื่อให้เสียงนุ่มนวลขึ้น ปั๊ดเกียให้เสียงที่มีลักษณะใส ชัดเจน กังวาน และทอดเสียงได้ยาว ทำหน้าที่เป็นเครื่องดำเนินทำนองหลัก ช่วยประสานเสียงและเพิ่มมิติความกังวานให้แก่วงดนตรี
ปั๊ดกาน (ฆ้องวง)
เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี ประกอบด้วยลูกฆ้องที่หล่อจากทองเหลืองจำนวน 14 ลูก ลูกทำจากทองเหลือง จัดวางเรียงอยู่บนโครงไม้รูปทรงโค้ง โดยเรียงลำดับจากลูกขนาดใหญ่ทางด้านซ้ายไปสู่ลูกขนาดเล็กทางด้านขวา สอดคล้องกับการเรียงระดับเสียงจากเสียงต่ำไปสู่เสียงสูงลักษณะหน้าตาของเครื่องมีความโดดเด่นสะดุดตาด้วยการตั้งโครงไม้เป็นรูปทรงโค้งตั้งขึ้นคล้ายหน้าปัดนาฬิกาหรือพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ทางงานช่างชั้นสูงของมอญ ให้เสียงที่ดัง และกังวาน
เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อควบคุมจังหวะและสีสันในวงดนตรีมอญ ประกอบด้วย "ขะดี" (แผ่นทองเหลืองกลมเล็กคล้ายฉิ่ง) ซึ่งติดตั้งอยู่บน "ขะนาย" (เกราะไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า) ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการควบคุมความช้า-เร็วและประสานเครื่องดนตรีทั้งวงให้สอดคล้องกัน ส่วน "ฉ่าน" (แผ่นโลหะคล้ายฉาบ) จะใช้บรรเลงฝาเดียวด้วยไม้ตี โดยมักรับผิดชอบโดยผู้บรรเลงคนเดียวกับขะดี ขะนาย ซึ่งจะนำฉ่านเข้ามาบรรเลงสอดแทรกในช่วงที่มีการแสดงรำเป็นหลัก เพื่อเพิ่มมิติทางจังหวะและสร้างบรรยากาศความสนุกสนานเร้าใจให้กับการแสดง
ขะดี ขะนาย และ ฉ่าน (ฉิ่ง เกราะ ฉาบ)
หะเปิน (กลองชุด)
เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี ทำหน้าที่กำกับจังหวะในวงดนตรีมอญ โดยประกอบด้วยกลองจำนวน 3 ชนิด ได้แก่ กลองขนาดใหญ่เรียกว่า หะเปินฮะโหนก จำนวน 1 ใบ กลองขนาดกลางเรียกว่า หะเปิน จำนวน 1 ใบ และกลองขนาดเล็กที่เรียกว่า โกรนหะเปิน หรือ ลูกเปิง จำนวน 4 ใบ กลองแต่ละใบจะถูกจัดวางเรียงลำดับตามระดับเสียง และยึดติดเข้าด้วยกันด้วยโครงไม้ไผ่และหนังเรียด หะเปินหน้าที่กำกับจังหวะของบทเพลง โดยผู้บรรเลงจะตีสลับและประสานเสียงกันไปตามลักษณะของบทเพลง การบรรเลงมีลักษณะเป็นการตีสลับกันตามรูปแบบของ หน้าทับ ที่กำหนดในแต่ละเพลง
ศิลปะการแสดงบ้านวังกะ
ลมหายใจแห่งท่วงทำนองมอญ
บทเพลงของชาวมอญบ้านวังกะเป็นส่วนสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมของชุมชน ผ่านท่วงทำนอง จังหวะ การขับร้อง และเสียงของเครื่องดนตรีมอญที่มีลักษณะเฉพาะ บทเพลงบางส่วนยังสัมพันธ์กับการร่ายรำ การแต่งกาย ภาษา ประเพณี และความเชื่อ ทำให้องค์ประกอบของดนตรีและการแสดงเชื่อมโยงกันในการถ่ายทอดความเป็นมอญจากรุ่นสู่รุ่น บทเพลงเหล่านี้จึงมิได้มีความหมายเพียงในฐานะการแสดง หากยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บอกเล่าเรื่องราว ความทรงจำ และอัตลักษณ์ของชาวมอญบ้านวังกะที่ยังคงได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
เพลงลิ่ฮเจาบานัว (รำ 12 ท่า)
รำ 12 ท่าหรือ รำแม่บท เป็นรูปแบบการแสดงพื้นฐานที่ได้รับการยอมรับและสืบทอดอย่างแพร่หลายในวัฒนธรรมมอญบ้านวังกะ โดยถือเป็นชุดการแสดงที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของชาวมอญผ่านการผสมผสานระหว่างดนตรี การเคลื่อนไหว และแบบแผนการร่ายรำที่ได้รับการถ่ายทอดจากคนรุ่นสู่คนรุ่น และมีเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตการเป็นอยู่ของชาวมอญบ่งบอกถึงวิถีชีวิตอันเรียบง่ายโดยได้แกะเป็นท่ารำทั้งท่าเกี่ยวข้าว ทอผ้า และรวมไปถึงท่าที่ใช้ในงานพิธีกรรมต่างๆ
เพลง ลิ่ฮยูกะน่า รำโต้ง (รำผี)
การแสดงที่ใช้ท่วงท่าท่ารำในเรื่องของพิธีกรรมของชาวมอญในการประกอบพิธีกรรมเลี้ยงผีบรรพบุรุษโดยจะใช้ท่ารำ คือ การรำผี และจะใช้สไบแดงพาดอกไว้ทั้งสองข้าง คำว่า โต้ง เป็นภาษามอญที่ใช้เรียกผู้ประกอบพิธีในเรื่องของผีเป็น ผู้สื่อสารระหว่างวิญญาณ บรรพบุรุษ กับลูกหลานในปัจจุบัน
เพลง สโม่ยบ๊อบโท่ (ระบำหงส์ทอง)
ระบำหงส์ทอง เป็นบทเพลงและการแสดงที่มีความสำคัญต่อชุมชนมอญบ้านวังกะในฐานะตัวแทนของอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์มอญ โดยมีลักษณะเป็นการแสดงที่ผสมผสานระหว่างดนตรี การขับร้อง และการร่ายรำเข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม เนื้อหาของการแสดงสะท้อนความเชื่อ ประวัติศาสตร์ และความทรงจำร่วมของชาวมอญที่ได้รับการสืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน
“หงส์” ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญในวัฒนธรรมมอญ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของชนชาติมอญและเมืองหงสาวดี ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมของชาวมอญในอดีต ชาวมอญเชื่อว่าหงส์เป็นสัตว์มงคลที่แสดงถึงความสูงส่ง ความบริสุทธิ์ ความเจริญรุ่งเรือง และความเป็นสิริมงคล ด้วยเหตุนี้ การรำหงส์จึงมิได้เป็นเพียงการแสดงเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการสื่อสารอัตลักษณ์ ความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรม และการระลึกถึงความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมมอญในอดีต